พุธ, 30 กรกฎาคม 2014
 
 

กรุงเทพธุรกิจ: 514 บ้านสหายใต้ดาวแดง

กรุงเทพธุรกิจ
ไลฟ์สไตล์ : ศิลปวัฒนธรรม
13 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

Image
รูปเก่าของเหล่าสหายนักปฏิวัติเมื่อ 30 ปีก่อน
514 : บ้านสหายใต้ดาวแดง

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งจากบ้านสู่ป่าเพื่องาน ‘ปฏิวัติ’ เวลา 3 ทศวรรษพ้นผ่าน ค่าย 514 ที่เคยเป็น ‘บ้าน’ ของเหล่าสหายนักปฏิวัติในวันนั้นได้กลายเป็นสถานที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์และสืบทอดแนวคิดรับใช้สังคม

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : วันหนึ่งในเดือนธันวาคม 2519 ขบวนรถไฟสายกรุงเทพฯ - สุราษฎร์ธานี ยังคงมุ่งหน้าล่องใต้เหมือนเช่นเคย เป็นวันที่ผู้คนมากมายหลากหลายร่วมขบวนรถไฟสู่แดนด้ามขวานตามแต่กิจธุระของแต่ละคนจะเรียกร้อง

หนุ่มนักเรียนมัธยมปลายจากกรุงเทพฯ คนนั้นก็เช่นกัน หากในใจเขารู้ดีว่าจุดหมายของการเดินทางครั้งนี้จะไม่ได้หยุดอยู่ที่สถานีรถไฟปลายทาง ทั้งรู้ดีกว่านั้นว่าบนเส้นทางเบื้องหน้ายังมีอุปสรรคและความยากลำบากครั้งใหญ่หลวงในชีวิตรออยู่ โดยไม่อาจรู้ได้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด

ภาพโศกนาฏกรรมเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมปีเดียวกันนั้นยังคงติดตา เพื่อนฝูงวัยเดียวกันและรุ่นพี่นักศึกษามากมายต้องจบชีวิตอันเยาว์วัยกลางท้องสนามหลวง ริมกำแพงวัดมหาธาตุ ในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะที่อีกบางส่วนถูกจับกุมคุมขังอย่างไม่รู้อนาคต

การเป็นนักเรียนที่มีชื่อติดบัญชีดำฐานที่มีประวัติเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง การปฏิเสธอำนาจรัฐเผด็จการเวลานั้น และความปรารถนาจะเห็นสังคมที่ดีกว่า คือสิ่งที่เขียนไว้ในจดหมายน้อยแอบวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งของแม่ ก่อนการเดินทางครั้งที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาตลอดไป

หลังจากชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าของการเดินทางที่เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด รถไฟถึงที่หมาย ธีรภาพ โลหิตกุล นักเรียนมัธยมปลายคนนั้นก้าวลงจากขบวนรถ มองหาคนนำทางที่นัดหมายไว้ก่อนจะเดินเท้าเข้าสู่ผืนป่าเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมขบวนรถไฟอีกหลายคน เขากำหนดจุดหมายของการเดินทางครั้งนี้ไว้ที่สังคมอุดมคติภายใต้ร่มธงประดับดาวแดงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

บ้านของ 'สหาย'

'สหายสมพร' ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อดีต 'สหาย' ผู้ร่วมอุดมการณ์ปฏิวัติแห่งเขตงาน 508 เขาช่องช้าง อำเภอบ้านนาสาร ฐานที่มั่นแรกของพคท.ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี บันทึกถึงขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยไว้ว่า เริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวเวียดนามและชาวจีนในประเทศไทย ก่อนจะจัดตั้งเป็นคณะคอมมิวนิสต์ในสยามเมื่อเดือนเมษายน 2473 ต่อมาเมื่อเกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่นคณะคอมมิวนิสต์ปรับสภาพเป็นขบวนการต่อต้านญี่ปุ่น มีเยาวชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

กระทั่งญี่ปุ่นบุกไทยในปี 2848 การเคลื่อนไหวของขบวนการคอมมิวนิสต์ในไทยเข้มข้นขึ้น จนกระทั่งมีการเปิดประชุมสมัชชาพรรคครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2485 ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2485 และเริ่มการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2508

พคท.เข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ภาคใต้ของไทยตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเนื่องจากเป็นฐานสำคัญของกลุ่มชาวจีนที่ต่อต้านญี่ปุ่น มีการตั้งหน่วยงานใต้ดินที่สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง ชุมพร และมีการก่อตั้งกองกำลังต่อต้านญี่ปุ่นที่สงขลา แต่ปรากฏว่าสงครามเลิกไปก่อนจะมีการสู้รบ พคท.จึงสลายกองกำลังไป

หลังสงคราม ภาคใต้ยังคงเป็นฐานกำลังสำคัญของพคท.มีการเคลื่อนไหวในกลุ่มครู พ่อค้า กรรมกร และนักการเมืองท้องถิ่นมีการจัดตั้งหน่วยงานในหลายพื้นที่ในภาคใต้ ซึ่งยังคงทำงานเคลื่อนไหวเรื่อยมาแม้จะถูกปราบปรามเป็นระยะ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ 'สิน เติมลิ่ม' หรือ 'สหายประวัติ' เลขาธิการคณะกรรมการพคท.เขตภาคใต้เข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ราวปี 2500 โดยเริ่มสร้างฐานในชนบทและจัดตั้งมวลชนบริเวณบ้านส้อง พรุพี ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งกองกำลังอาวุธชาวนาในเขตสุราษฎร์ธานีเมื่อปี 2507 ก่อนจะตั้งฐานที่มั่นแรกของพคท.ที่เขาช่องช้าง ในปี 2508 ก่อนขยายพื้นที่เคลื่อนไหวไปยังอำเภอเคียนซา จนกระทั่งมีการจัดตั้งกองทหารปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) เขตงาน 514 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2514

เหตุการณ์ต่อสู้เรียกร้องทางการเมืองและการปราบปรามอย่างรุนแรงของฝ่ายรัฐเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ผลักดันให้กระแสการปฏิวัติขยายตัว นักเรียนนักศึกษาจำนวนมาก 'เข้าป่า' เพื่อร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์ ค่าย 514 ได้ต้อนรับ 'สหายนักเรียน-นักศึกษา' หรือ 'สหายในเมือง' หน้าใหม่เพิ่มมากขึ้น มีการจัดตั้งค่ายทหาร ค่ายการผลิต โรงเรียนการเมืองการทหารขึ้นภายในค่าย

การกดขี่จากอำนาจรัฐกลายเป็นอีกแรงที่ผลักดันให้มวลชนในพื้นที่รอบค่าย 514 มีความตื่นตัวทางการเมืองสูง และให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของพคท. ธีรภาพ หรือ ‘สหายศักดิ์’ เล่าถึงชีวิตปฏิวัติในเขตงาน 514 ว่า เป็นความฝันของการปฏิวัติที่วางรากฐานอยู่บนความสัมพันธ์กับมวลชนรอบค่ายอย่างแท้จริง เพราะพื้นที่เขตงาน 514 หรือสฎ.2 (สุราษฎร์ธานี 2) นั้น ตั้งอยู่ในผืนป่าเคียนซา ป่าดงดิบขนาดใหญ่เทียบได้กับดงพญาไฟของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สภาพพื้นที่เป็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับที่ราบ ไม่มีภูเขาหรือภูมิประเทศทุรกันดารเป็นกันชน ค่ายทุกค่ายของเขตงาน 514 สามารถเข้าถึงได้สะดวกด้วยพาหนะแทบทุกชนิด ความอยู่รอดของบรรดาสหายในค่าย 514 จึงฝากไว้กับมวลชนรอบฐานที่คอยส่งข่าวคราวความเคลื่อนไหวของฝ่ายรัฐให้กับฝ่ายพคท.

“พื้นที่ค่าย 514 มีลักษณะพิเศษต่างจากค่ายหรือที่ตั้งทางทหารของพคท.ในเขตงานอื่นๆ อย่างชัดเจน เป็นเขตงานเดียวของพรรคที่ตั้งอยู่ในที่ราบ ใกล้ใจกลางอำนาจรัฐ โดยมีมวลชนล้อมรอบอยู่เหมือนกับไข่แดงที่อยู่ในวงล้อมของไข่ขาว เมื่อเงื่อนไขทางด้านภูมิศาสตร์เป็นอย่างนี้ทำให้คณะกรรมการพคท.เขต 514 กำหนดเข็มมุ่งของการเคลื่อนไหวอยู่ที่งานมวลชนเป็นหลัก เน้นการประสานกลมกลืนกับมวลชน ร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมทำการผลิต จนเป็นหนึ่งเดียวกับมวลชน" สหายศักดิ์ สรุป

ความสัมพันธ์ทั้งในเชิงอุดมการณ์ การใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ทำให้ความผูกพันระหว่างสหายในเมืองกับสหายชนบทยังคงแนบแน่นไม่จางหาย แม้วันเวลาจะล่วงเลยไปนานกว่าสามทศวรรษก็ตาม

สิ้นเสียงปืนปฏิวัติ : คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย

ช่วงปี 2522 - 2523 สถานการณ์ปฏิวัติพลิกผัน เกิดความขัดแย้งกันภายในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยเฉพาะระหว่างสหายนักศึกษาปัญญาชน กับสหายนักปฏิวัติรุ่นอาวุโสที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากจีน รวมถึงความขัดแย้งอย่างรุนแรงในขบวนการคอมมิวนิสต์สายจีนและรัสเซีย รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ฉวยโอกาสที่พคท.อ่อนแอสุดขีดดำเนินนโยบาย 66/23 โดยประกาศไม่เอาผิดผู้ที่ลงมามอบตัว ขณะเดียวกันก็เปิดยุทธการล้อมปราบอย่างหนัก ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมขบวนการปฏิวัติทั้งกรรมกร ชาวนา ปัญญาชน นักศึกษา ชาวบ้าน ชาวเขา ทยอยกันออกจากป่ามา ‘ลงบ้าน’ กลับไปใช้ชีวิตเยี่ยงมวลชนทั่วไป ขณะที่บางส่วน ‘ออกตัว’ กับฝ่ายรัฐ กลายเป็น ‘ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย’ กระทั่งในราวปี 2525 ก็แทบเรียกได้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเหลือแต่ชื่อเท่านั้นที่ยังคงอยู่

สามสิบกว่าปีผ่านไป ณ วันนี้ คำกล่าวที่ว่า ‘อำนาจรัฐจักได้มาด้วยกระบอกปืน’ อาจจะฟังว่าพ้นสมัย แต่วันคืนที่หมดไปกับการใช้ชีวิตในค่าย 514 หาได้ไร้ความหมาย แต่ได้สร้างสมบางสิ่งบางอย่างที่บางคนยังคงยึดมั่นเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตจนถึงปัจจุบัน

วันนี้เขาเป็นเจ้าของกิจการผลิตตุ๊กตา เป็นสามีของภรรยาและเป็นพ่อของลูก แต่เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน พลากร จิรโสภณ คือเลขาธิการศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย ก่อนจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการปฏิวัติในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

พลากรมองว่า แม้การปฏิวัติในครั้งนั้นจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน สังคมอุดมคติที่พวกเขาคาดหวังไม่อาจเป็นจริง แต่การศึกษาแนวคิดสังคมนิยมและการเก็บงำเศษเสี้ยวของความฝันถึงสังคมอุดมการณ์ไว้ในใจ และเป็นสิ่งที่เขายึดมั่นเป็นธรรมนูญชีวิต

ในฐานะพ่อ เขาไม่เคยปิดบังความเป็น 'อดีตคอมฯ' จากการรับรู้ของลูก ไม่ว่าจะเป็นการพบปะกับสหายร่วมรบ 'กลุ่มเพื่อนมิตร 514' การเข้าร่วมกิจกรรมเชิงความคิด หนังสือที่อ่าน เวบไซต์ที่เข้าชม รวมถึงทัศนคติทางการเมือง เขาออกตัวว่าโชคดีที่ภรรยาก็เป็นอดีตสหายเช่นกัน ทำให้สามารถคุยเรื่องสังคม เศรษฐกิจการเมืองทุกเรื่องได้ในครอบครัว

เขามองว่าสิ่งที่ได้จากการศึกษาแนวความคิดสังคมนิยมในครั้งก่อน ทำให้เขามีมาตรฐานทางความคิดบางอย่างที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิต

"พวกเราไม่ได้บ้าแต่การเมืองอย่างเดียว ไม่ได้อ่านแต่ลัทธิมาร์กซิสต์ เราก็จะมีหนังสือ มีบทกวี มีเพลงที่เราชื่นชมอยู่ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้จักการมองสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง เราก็จะมีแนวว่าถ้าพูดถึงพระเราควรจะนับถือพระแบบไหน หรือนักเขียนแนวไหนที่จะแนะนำให้ลูกเราอ่าน ถ้าครอบครัวเราอยากจะรวย เราก็จะไม่เลือกรวยทางลัด ไม่คิดว่าจะซื้อหวย ถ้าเราอยากจะรวยเราต้องทำงานหนัก ต้องซื่อสัตย์ ในธุรกิจของผมอาจจะมีการเรียกร้องให้เราจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อที่เราจะได้งาน เราก็บอกว่าเราไม่ทำ ลูกก็ได้ยิน เรื่องพวกนี้ก่อนที่เราจะเข้าป่าเราก็เรียนรู้มาแล้ว พอเข้าป่าไปก็เป็นไปตามที่เราคาดหวังส่วนหนึ่ง ชีวิตในป่าสอนให้คุณเป็นคนดี มีคุณธรรม แล้วก็ให้เราเคารพศักดิ์ศรีของตัวเราเอง มันก็ฝังอยู่ในใจว่านี่คือสิ่งที่เราเห็นด้วย"

"แน่นอนมีคนส่วนหนึ่งเปลี่ยนไป แต่ก็มีคนไม่น้อยที่ยังไม่เปลี่ยน วิธีการอาจจะเปลี่ยนไป เราไม่ได้คิดอีกต่อไปว่าการเปลี่ยนแปลงสังคมจะต้องใช้วิธีรุนแรงเท่านั้น แต่คำว่า 'เสรีภาพจักสมปองต้องต่อสู้' ยังเป็นความจริงอยู่ แต่จะต่อสู้ด้วยวิธีใดล่ะ ความรุนแรงอาจจะไม่ใช่แล้ว ผมเชื่อว่าสหายทุกคนเข้าป่าไปทำการปฏิวัติด้วยจิตใจที่ดี แม้ว่าในที่สุดแล้วการปฏิวัติจะไม่สำเร็จ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ในตัวสหายทุกคนก็คือความคิดในการมองประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตัว" พลากรสรุป

ภารกิจใหม่ของค่าย 514

ท่ามกลางความชุ่มชื้นของผืนดินป่าหลังฝนโปรย ผู้คนราวสามพันคนทั้งชายหญิงรวมตัวกันอยู่ที่นั่น ทั้งที่แต่งตัวตามสบายและที่อยู่ในเครื่องแบบสีเขียว หน้าอกเบื้องซ้ายตัวอักษร สวมหมวกผ้าสีเขียวปักรูปดาวแดงไว้เบื้องหน้า

ในจำนวนนี้บางคนมีปืนเล็กยาว AK-47 สัญลักษณ์ของทหารฝ่ายซ้ายสะพายไหล่ บ้างมีปืนกลหนักแบกอยู่บนบ่า บ้างมีปืนพกแนบข้างลำตัว แต่สีหน้าและแววตาของแต่ละคนกลับห่างไกลจากความเคร่งเครียด ทุกหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ท่ามกลางการทักทายกันอย่างสดชื่นรื่นเริง

พวกเขามารวมตัวกันในวันนี้ไม่ใช่เพื่อใช้อาวุธสู้รบ แต่เป็นการพบปะกับเพื่อนสหายที่จากกันไปนานกว่า 30 ปี โดยมีเครื่องแบบที่เคร่งขรึมและปืนพลาสติกเป็นสื่อย้อนระลึกถึงวันเวลาของการเคลื่อนไหวด้วยอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เป็นการรวมตัวของเหล่าสหายเก่า มวลชน ไปจนถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลานที่ยังคงได้รับการเล่าขานตำนานของค่าย 514

สิ่งที่พวกเขาตั้งตารอคอยในขณะนั้น คือการแสดงศิลปวัฒนธรรมปฏิวัติครั้งอดีต การควงคบไฟปฏิวัติ การแสดงท่าเทคนิคแทง 18 ประตู (การสาธิตการใช้ดาบปลายปืน) และที่ขาดไม่ได้คือการสวนสนามของอดีตทหารปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยหญิง-ชาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีเปิด ‘ศูนย์เรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ ค่าย 514’ (ศรป.514) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2551 พร้อมกับภารกิจใหม่ที่เกิดขึ้นมาจากความร่วมมือร่วมใจของผู้ปฏิบัติงาน นักรบและมวลชนแห่งค่าย 514

ที่ดิน 16 ไร่ ในพื้นที่บ้านในปราบ หมู่ 5 ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของทหารปลดแอกประชาชนกองทัพ 514 มาก่อน และยังคงสภาพป่าดงดิบเขตร้อนไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ได้รับการบริจาคจาก สมปอง ธราพร หรือ ‘สหายเพลิน’ โดยได้เหล่าสหายและมวลชนเขตงาน 514 ร่วมแรงสร้างศูนย์เรียนรู้ดังกล่าวขึ้น

ภายในศรป.514 มีการจำลองบรรยากาศของค่าย 514 ในอดีต ประกอบไปด้วย อาคารนิทรรศการ ‘ร้าน’ หรือเรือนพักสำหรับสหายนำและสหายที่มีครอบครัว ร้านสหายชาย ร้านสหายหญิง โรงพยาบาล โรงครัว สนามกีฬา สนามรวมพล ลานบันเทิง โรงเรียนไฟลามทุ่ง (โรงเรียนปฏิวัติ) โดยมีสหายและมวลชนเป็นวิทยากรคอยให้ความรู้แก่ผู้มาเยือน

"วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ฯ ขึ้นมาก็เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติของระบบนิเวศน์ป่าเขตร้อนชื้น เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์สังคม ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของนักรบและมวลชนช่วงที่มีการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน วัฒนธรรมท้องถิ่น และปลูกฝังคุณธรรม แนวคิดการเสียสละเพื่อส่วนรวมแก่เยาวชน" สหายเพลินบอกเล่า

หลัง 3 ศตวรรษผ่านไป บ้านของเหล่าสหาย ณ ค่าย 514 ยังคงทำหน้าที่เป็นเรือนเพาะชำความหวังถึงสังคมที่ดีกว่า และส่งต่อจิตใจกล้าสู้เพื่อสังคมที่เป็นธรรมไร้การกดขี่ให้กับคนรุ่นต่อไป

................

สนใจเข้าเยี่ยมชม ‘ศูนย์เรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ ค่าย 514’ ติดต่อ คุณวัชรินทร์ จันทร์รอด (สหายเสริม) โทร. 087-889-3084 E-Mail: อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้