อาทิตย์, 05 กันยายน 2010
 
 
สารบัญ
หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ปั้นดินเป็นดาวแดง
ก้าวที่กล้าของ 514
รวมบทความ
มาร์ชปฏิวัติชาติไทย
ประมวลข่าว
คลิปวิดีโอจาก Thai PBS
ติดต่อเรา
เวบบอร์ด
บทความล่าสุด
ผู้กำลังออนไลน์
ขณะนี้มี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมเวบ
สถิติผู้เยี่ยมชม: 55850
เวบบอร์ด 514
Re: วันนี้ผมเข้าไฟลามทุ่งไม่ได้ครับ  Posted โดย admin
วันนี้ผมเข้าไฟลามทุ่งไม่ได้ครับ  Posted โดย เด็กซิ่งอิงธรรมะ
Re: ผมเป็นนักศึกษา ม ราม คับเด็กผู้ รักอุดมการณ์ คับ Posted โดย เด็กซิ่งอิงธรรมะ
สัมมนาเพลงปฏิวัติที่ กทม. สนุกมาก น่าจัดอีกสักครั้ง ที่ ค่าย 514 Posted โดย TITAN
ผมเป็นนักศึกษา ม ราม คับเด็กผู้ รักอุดมการณ์ คับ Posted โดย kasama

มารู้จัก 514 คืออะไร ?

ลุงแดง เขาสก...เรียบเรียง

ทำไมต้อง 514 ?
514 เป็นรหัสเรียกเขตงานเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) พื้นที่ภาคใต้ตอนบน ช่วงปี พ.ศ.2508 – 2527 ซึ่งแบ่งเป็น 3 เขตงาน ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี (อักษรย่อ สฎ.) อันประกอบด้วย

สฎ.1 (รหัส 508)  ศูนย์กลางของเขตงานอยู่ที่ฐานที่มั่นบนเขาช่องช้าง เทือกเขานครศรีธรรมราชด้านทิศตะวันตก เขตอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฏร์ธานี รับผิดชอบการเคลื่อนไหวในพื้นที่ อำเภอบ้านนาเดิม อำเภอบ้านนาสาร อำเภอเวียงสระ (บางส่วน) ไปเชื่อมต่อกับพื้นที่เคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เขตนครศรีธรรมราช ทางทิศใต้ของอำเภอฉวาง  และทางทิศตะวันออกของเขตกรุงชิง

เนื่องจากฐานที่มั่นของเขตงาน สฎ.1 อยู่บนเขา จึงมักเรียกตามสภาพภูมิประเทศอีกชื่อหนึ่งว่า “ฝ่ายเขา” และมีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธเป็นหน่วยแรกของพื้นที่สุราษฎร์ธานี ในปี 2508 จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ค่าย 508” หรือ “กองทัพ 508” อย่างไรก็ตาม ก่อนมีการตั้งค่ายหรือฐานที่มั่นในปี 2508 เขาช่องช้างเคยเป็นฐานขนาดเล็กของพคท.ภาคใต้ตอนบน เรียกเป็นรหัสว่า “B5” (Base 5) บางครั้งจึงเรียกค่าย 508 อีกชื่อหนึ่งว่า “บี5”

สฎ.2  (รหัส 514) ศูนย์กลางของเขตงานอยู่ที่ฐานที่มั่นในผืนป่าอำเภอเคียนซา รับผิดชอบการเคลื่อนไหวในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของลำน้ำตาปี เขตอำเภอเคียนซา อำเภอพระแสง อำเภอพุนพิน อำเภอบ้านตาขุน และอำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทิศใต้จรดเขตงาน 520 เขตอำเภอเขาพนม และอำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ ด้านทิศตะวันตกจรดเขตงาน 519 (ต้าจ้าย) พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสก และอำเภอคีรีรัฐนิคม

เนื่องจากพื้นที่เคลื่อนไหวของเขตงาน สฎ.2 (514) อยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำตาปี ซึ่งมีแม่น้ำลำคลองสาขามากมาย จึงมักเรียกตามสภาพภูมิประเทศอีกชื่อหนึ่งว่า “ฝ่ายคลอง” และมีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธสำเร็จในปี 2514 จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ค่าย 514” หรือ “กองทัพ 514”

สฏ.3 (รหัส 511) ศูนย์กลางของเขตงานอยู่ที่ฐานที่มั่นบนเทือกเขานครศรีธรรมราชด้านทิศเหนือสุด เขตอำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฏร์ธานี รับผิดชอบการเคลื่อนไหวในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอดอนสัก อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ฯ และบางส่วนของอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช

เคียนซา : จากป่าดงดิบ สู่บ้านนักปฏิวัติ
พื้นที่เขตงาน สฎ.2 หรือ 514 ในอดีตคือผืนป่าเคียนซา ป่าดงดิบขนาดใหญ่เทียบได้กับดงพญาไฟของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  สภาพพื้นที่เป็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับที่ราบ มีประชาชนตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ไม่มากนัก

จนปี พ.ศ.2509 พคท.เริ่มส่งผู้ปฏิบัติงานจาก “ฝ่ายเขา” (508 หรือ บี5) ข้ามแม่น้ำตาปีมาสืบสภาพในเขตอำเภอเคียนซา และเริ่มส่งผู้ปฏิบัติงานชุดแรกเข้ามาเคลื่อนไหวมวลชนในปีต่อมา เริ่มจากเคลื่อนไหวโฆษณาแนวทางและนโยบายของพรรคฯ ด้วยกลยุทธ์ “ปรับทุกข์ ผูกมิตร” ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ร่วมศึกษากับมวลชน จนได้รับการยอมรับจากมวลชนอย่างกว้างขวาง เขตการเคลื่อนไหวขยายไปอย่างรวดเร็ว

พ.ศ.2514 มีการจัดตั้งกองทหารปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) เขตงาน 514 ในวันที่ 7 สิงหาคม 2514 ที่บริเวณไร่อ้อย บ้านพรุส้ม หมู่10 ตำบลพ่วงพรมคร อำเภอเคียนซา จนถีง พ.ศ.2516 กระแสการปฏิวัติโหมกระพือไปทั่วดงเคียนซา ประกอบกับกระแสการต่อสู้ของนิสิตนักศึกษาประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ยิ่งทำให้ขบวนการปฏิวัติเติบใหญ่ มีการจัดตั้งค่ายทหาร ค่ายการผลิต (หน่วยพลาธิการ) โรงเรียนการเมืองการทหารขึ้นตามจุดต่าง ๆ รอบค่าย 514  มวลชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง การสู้รบขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง

ลักษณะพิเศษ เขตงาน 514
สฎ.2 หรือ 514 เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษ แตกต่างจากค่ายหรือที่ตั้งทางทหารในเขตงานอื่นอย่างชัดเจน เพราะเป็นเขตงานเดียวของพคท. ที่ตั้งอยู่ในที่ราบ ใกล้ใจกลางอำนาจรัฐ เหมือนไข่แดงที่อยู่ในวงล้อมไข่ขาว โดยไม่มีภูเขาหรือภูมิประเทศทุรกันดารเป็นเขตกันชน ค่ายทุกค่ายของเขตงาน 514 สามารถเข้าถึงได้สะดวกด้วยพาหนะทุกชนิด 

ด้วยเงื่อนไขทางด้านภูมิศาสตร์ดังกล่าว คณะกรรมการพคท. เขต 514 จึงกำหนดเข็มมุ่งของงานไว้ที่มวลชนเป็นหลัก ฝากความปลอดภัย ฝากชีวิตไว้กับมวลชน กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานทั้งด้านการเมืองและทหารทุกคนกลมกลืนกับมวลชน ร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมทำการผลิต  จนเป็นหนึ่งเดียวกับมวลชน

งานแนวร่วมและงานเศรษฐกิจ
งานแนวร่วมและงานเศรษฐกิจ เป็นเข็มมุ่งสำคัญอีกจุดหนึ่งของเขตงาน 514  เพราะ ในขณะนั้น พื้นที่ดงเคียนซามีบริษัทเอกชนเข้ามาทำธุรกิจเป็นจำนวนมาก ทั้งการตัดไม้ การปลูกสร้างสวนป่า และการทำสวนปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่บนพื้นที่หลายพันไร่ การเข้ามาของนายทุนใหญ่ทำให้เกิดความขัดแย้งแก่งแย่งผลประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่  ผู้ปฏิบัติงานของพรรคฯ เขต 514 แสดงบทบาทเป็นคนกลางรักษาผลประโยชน์ให้ประชาชน แก้ปัญหาความขัดแย้งกับนายทุน จนเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย

ในส่วนของกองทัพ 514 มีการจัดตั้งฝ่ายผลิต ตั้งเล้าไก่ คอกหมู ตัดหวาย ผลิตสินค้าการเกษตรส่งไปขายในเมืองเพื่อหาทุนสนับสนุนกองทัพ ขณะเดียวกันก็ตั้งค่ายการผลิตหรือค่ายพลาธิการ ทำการเพาะปลูก ทำไร่ ทำสวนยางของตัวเอง เพื่อจะไม่รบกวนมวลชนจนเกินไป

514 การรบที่ไม่มีแนวรบ
การเคลื่อนไหวมวลชนที่ดีเยี่ยมของเขต 514 ได้รับการยอมรับให้เป็นแบบอย่างของเขตงานต่าง ๆ การปฏิบัติงานอย่างแข็งขันภายใต้การชี้นำของฝ่ายนำ ทำให้เขตงานนี้ดำรงอยู่ได้ในท่ามกลางอำนาจรัฐเผด็จการ ผู้ปฏิบัติงานที่ดีของพรรคได้นโยบายไปโฆษณาและปฏิบัติในหมู่มวลชนอย่างเอางานเอาการ  สร้างกระแสความคิดใหม่ในหมู่ประชาชน สร้างเยาวชนที่มีความรู้แค่ ป.4 ให้เป็นหมอมวลชนที่สามารถรับใช้พี่น้องประชาชนได้อย่างจริงจัง บ่มเพาะสร้างนักรบ ป.4  ลูกหลานของชาวเคียนซา ขึ้นมายืนหยัดพิทักษ์ปิตุภูมิของตัวเอง ใช้อาวุธเบาต่อต้านการล้อมปราบด้วยปืนใหญ่ รถถัง เครื่องบินและกองทหารของศัตรูอย่างเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ           

การทหารในเขต 514 กลายเป็นการรบที่ไม่มีแนวรบ ไม่มีแนวหน้า ไม่มีแนวหลัง  ทปท.เขต 514 ใช้การรบแบบจรยุทธ์เป็นหลัก  มวลชนเป็น “ผนังทองแดง กำแพงเหล็ก” ที่แท้จริง สามารถต้านการล้อมปราบของศัตรูได้อย่างแข็งขัน

ไฟลามทุ่ง หลังนองเลือด 6 ตุลา
หลังกรณีนองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ที่มาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และท้องสนามหลวง  ขบวนแถวของนักเรียน นิสิต นักศึกษาทยอยกันมาเข้าร่วมการปฏิวัติกับกองทัพ 514 อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มวลชนยิ่งเกิดความเชื่อมั่นในแนวทางการปฏิวัติ ช่วงเวลาดังกล่าว พรรคฯ สามารถขยายเขตงานออกไปอย่างกว้างขวาง มีการจัดตั้งโรงเรียนเพื่อให้การศึกษากับเยาวชนในพื้นที่ ในนาม “โรงเรียนไฟลามทุ่ง” และได้กลายเป็นรากฐานของโรงเรียนในปัจจุบัน อาทิ

โรงเรียนไฟลามทุ่ง 20 ปัจจุบันคือโรงเรียนบ้านทับใหม่ ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเคียนซา
โรงเรียนไฟลามทุ่ง 21 ปัจจุบันคือโรงเรียนบ้านเขารัก ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเคียนซา
โรงเรียนไฟลามทุ่ง 22  ปัจจุบันคือโรงเรียนเขานาใน ตำบลต้นยวน อำเภอพนม
โรงเรียนบ้านไร่ยาว ตำบลพ่วงพรมคร อำเภอเคียนซา ในอดีตคือค่ายตาเคี่ยม
โรงเรียนสมบูรณ์ประชาสรรค์ และโรงเรียนคีรีวงศ์ ตำบลพ่วงพรมคร อำเภอเคียนซา คือโรงเรียนที่พรรคฯ กับมวลชนร่วมกันจัดตั้งขึ้น  

ไฟศรัทธายังโชนแสง
นักเรียน นิสิต นักศึกษาจากในเมือง ต่างเข้าร่วมแบกรับภาระหน้าที่ในด้านต่าง ๆ เคียงบ่าเคียงไหล่กับสหายและมวลชนในเขต 514 ทั้ง ด้านงานมวลชน การสู้รบและการผลิต ทั้งนี้ เขตงาน 514 มีนักศึกษาเสียชีวิตจากการสู้รบที่บ้านดอนพยอม อำเภอเคียนซา 1 คน

อย่างไรก็ตาม ช่วงปี พ.ศ.2523 - 2525 เกิดความขัดแย้งทางด้านความคิดและการนำในขบวนการปฏิวัติของพคท.อย่างรุนแรง เขตงาน 514  ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งนี้อย่างหนัก ผู้ปฏิบัติงานระดับสูง (คณะกรรมการจังหวัด หรือ กจ.) ถูกสั่งย้ายยกชุดโดยมติคณะกรรมการระดับภาค มีการโยกย้ายผู้ปฏิบัติงาน ทั้งฝ่ายนำการทหารและงานมวลชน ที่คุ้นเคยกับมวลชน และคุ้นเคยกับพื้นที่ออกไปจำนวนมาก

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสับสนกับผู้ปฏิบัติงานและมวลชน จนแกนนำระดับสูงต่างตัดสินใจทยอยกัน “ลงบ้าน” (กลับไปใช้ชีวิตแบบมวลชนทั่วไป) และมีบางส่วนไป”ออกตัว” (มอบตัว) กับทางการ อย่างไรก็ตามผู้ปฏิบัติงาน ทหาร และมวลชนที่เหลืออยู่ ยังคงยืนหยัดต่อต้านการล้อมปราบของรัฐบาลอย่างกล้าหาญ ทว่า ไฟแห่งการปฏิวัติค่อย ๆ ดับมอดลง กระทั่งปี 2527 มีความพยายามสร้างค่ายที่บ้านน้ำราด อำเภอคีรีรัฐนิคม ถือเป็นค่ายสุดท้ายของเขตงาน 514

อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางความมืดมิดของดงเคียนซาวันนี้ ไฟปฏิวัติยังคงโชนแสงอยู่ในหัวใจของทหาร ทปท. ผู้ปฏิบัติงานและมวลชนจำนวนมาก ตำนานการต่อสู้อันวีระอาจหาญของนักปฏิวัติ 514 ยังเป็นที่กล่าวขานและอยู่ในความทรงจำไม่เสื่อมคลาย

ด้วยความระลึกถึง และคารวะต่อวีรกรรมของลูกที่ดีของประชาชน บรรดาอดีตนักปฏิวัติเขตงาน 514 จึงร่วมมือกับมวลชนจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ ค่าย 514” ณ บ้านในปราบ หมู่ 5 ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฏร์ธานี ขึ้นเพื่อบันทึกตำนานการต่อสู้ของนักรบประชาชนแห่งผืนป่าดงเคียนซา ไว้เป็นประวัติศาสตร์ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้

ทั้งยังเป็นการส่งต่อจิตใจ “กล้าต่อสู้ กล้าเอาชนะ” เพื่อสังคมที่เป็นธรรม ไร้การกดขี่ข่มเหง ให้ลูกหลานไทยได้สืบทอดภารกิจประวัติศาสตร์สืบไป
    

-----------------------------